ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
เมษายน 25, 2018, 09:36:11 AM
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
ข่าว: ยินดีต้อนรับ เพื่อนๆ ทุกคนครับ

+  จำหน่ายตุ๊กตาหอม ถุงหอม น้ำมันหอมระหย
|-+  SMILE DOLL CARE U บทความดีๆ เพื่อสังคม
| |-+  บทความน่าอ่าน
| | |-+  ประวัติ อาจารย์เทพย์ สาริกบุตร ตอนที่ 3
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติ อาจารย์เทพย์ สาริกบุตร ตอนที่ 3  (อ่าน 4914 ครั้ง)
smiledoll
จำหน่ายตุ๊กตาหอม น้ำมันหอมระเหย
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 1233



เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: ธันวาคม 20, 2010, 01:00:04 PM »

ผมเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของท่าน เคยเรียนวิชาโหราศาสตร์กับท่าน เมื่อครั้งที่ท่านได้กรุณาไปสอนเป็นวิทยาทานให้กับผู้สนใจทั่วไปที่สมาคมโหรแห่งประเทศไทย ตรงข้ามวัดบวรนิเวศน์วิหาร ท่านเป็นนักปราชญ์ผู้คงแก่เรียนที่น่านับถือ น่าเลื่อมใสศรัทธามาก ในขณะที่พื้นฐานวิชาทางไสยศาสตร์และโหราศาสตร์ ของท่านมีความครอบคลุม ลึกซึ้งยิ่งนั้น ท่านก็ยังเปิดกว้างรับฟังความรู้และแนวคิดของคนรุ่นใหม่อย่างมีเมตตา

ก่อนจะไปเรียนโหราศาสตร์ก้บท่านนั้น คนที่มาชวนผมได้เล่าเรื่องราวประวัติและผลงานโดยย่อของท่านให้ฟังคร่าวๆ และบอกผมว่าโอกาสที่จะมีคนที่ทั้งเป็นคนเก่ง คนดี ในระดับปรมาจารย์ในวิชาโหราศาสตร์ เช่นท่านอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร มาสอนวิชาโหราศาสตร์ให้นี้มีน้อยมาก ควรต้องรีบไปเรียน ท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่น่านับถือที่สุดท่านหนึ่งที่ผมเคยพบมา ท่านมีความตั้งใจในการถ่ายทอดวิชาความรู้อย่างเต็มที มีการเตรียมการสอนมาเป็นอย่างดีทุกครั้ง ท่านไม่ปิดบังอำพรางความรู้ใดๆ ท่านถ่ายทอดเท่าที่ท่านรู้ให้ทั้งหมด ตอบคำถามทุกประเด็นเท่าที่ท่านมีความรู้ความสามารถจะตอบได้ ท่านปรารภในบางครั้งว่า ตระกูลของท่านนั้นผูกพันกับวิชาโหราศาสตร์มาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ (ผมเข้าใจว่าบุคคลรุ่นก่อนๆในตระกูลของท่านน่าจะมีหลายคนเป็นนักโหราศาสตร์ที่ทำงานอยู่ในรั้วในวัง) และตัวท่านเองก็รักวิชาโหราศาสตร์มาก พยายามศึกษาค้นคว้ามาตลอดชีวิต แต่น่าเสียดายที่ลูกหลานของท่านไม่มีใครสนใจจะรับช่วงวิชานี้ต่อไปเลย และคงจะสิ้นสุดลงที่ตัวท่าน ท่านจึงต้องการมากที่จะถ่ายทอดวิชานี้ให้มีผู้รับสืบทอดไปให้มากที่สุดเท่าที่ท่านจะทำได้

มีประเด็นหนึ่งที่ผมเพิ่งทราบเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ในตอนที่ไปหาซื้อตำราที่ร้านเกษมบรรณกิจ เวิ้งนครเกษม ปรากฏว่าหนังสือบางชุดของอาจารย์เทพย์ขายหมดไปนานแล้ว จึงถามเจ้าของร้านว่าจะพิมพ์ใหม่เมื่อไหร่ เจ้าของร้านบอกว่าเล่มที่ได้ลิขสิทธิ์มาก็อาจพิมพ์ใหม่ได้ถ้ามีลูกค้าถามหาจำนวนมากพอ แต่บางเล่มก็ไม่ได้ลิขสิทธิ์มาไม่สามารถพิมพ์ใหม่ได้ ผมจึงถามเขาว่าทำไมไม่ขอซื้อลิขสิทธิ์มา เจ้าของร้านจึงพูดถึงอาจารย์เทพย์ว่า หนังสือของอาจารย์เทพย์นั้นไม่ใช่ว่าให้เงินท่านมากๆแล้วจะซื้อลิขสิทธิ์มาได้ อาจารย์เทพย์ท่านเป็นคนรวยนะ ท่านเป็นผู้ดีมีตระกูลมีสมบัติพัสถานเยอะแยะ ที่ท่านให้ลิขสิทธิ์ก็เพราะท่านต้องการให้มีการเผยแพร่วิชานี้ออกไปเป็นสำคัญ ไม่ใช่เพราะว่าท่านต้องการเงิน ส่วนบางเล่มบางชุดที่ท่านไม่ให้ท่านก็ไม่ให้ อย่างเช่นชุดที่ผมถามถึงนั้น เจ้าของร้านบอกว่าเคยไปถามอาจารย์เทพย์เหมือนกันว่าจะขอลิขสิทธิ์มาพิมพ์ใหม่ ท่านก็บอกว่าพิมพ์เท่าไรก็ขายเท่านั้นแหละ ไม่พิมพ์เพิ่มอีกแล้วชุดนี้ แล้วแต่วาสนาที่ใครจะได้ไป ฯลฯ

ผมจึงไม่แปลกใจที่ตำหรับตำราที่ท่านเขียนบางเล่มบางชุดหาไม่ได้แล้วในท้องตลาด และก็ไม่แปลกใจว่าทำไมท่านจึงสามารถทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตให้กับการศึกษาค้นคว้าวิชาไสยศาสตร์และโหราศาสตร์และได้สร้างผลงานที่มีคุณค่ายิ่งไว้เป็นคุณประโยชน์ต่ออนุชนรุ่นหลังมากมาย โดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาเรื่องการทำมาหาเลี้ยงชีพมากนัก ผมคิดว่าคงจะเช่นเดียวกับกรณีของคาร์ล กุสตาฟ จุง ปรมาจารย์ทางด้านจิตวิเคราห์ซึ่งเป็นคนสวิสในตระกูลที่รำรวย จึงสามารถทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ทำการศึกษาค้นคว้าทางด้านจิตวิเคราะห์จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต และได้สร้างผลงานทางด้านจิตวิเคราะห์ที่มีคุณค่ายิ่งไว้เป็นคุณประโยชน์ต่ออนุชนรุ่นหลังมากมายเช่นกัน โดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาเรื่องการทำมาหาเลี้ยงชีพมากนัก

เรื่องราวเกี่ยวกับอาจารย์เทพย์ สาริกบุตรที่ผมทราบมานั้น ถ้าจะเขียนทั้งหมดออกมาคงต้องเขียนเป็นบทความบทหนึ่งทีเดียว ในตอนท้ายนี้จึงขอเล่าอีกเพียงสองเรื่องคือ เรื่องที่ท่านตอบผมว่าไสยศาสตร์กับโหราศาสตร์วิชาไหนยากกว่ากัน กับเรื่องราวผลงานการทำนายของท่านที่เป็นตำนานเล่าขานกันในวงการโหราศาสตร์ยุคนั้นในช่วงเวลาที่ผมไปเรียนโหราศาสตร์กับท่าน

เรื่องแรกเป็นคำถามที่เผมเคยเรียนถามท่านเมื่อตอนที่ไปเยี่ยมท่านที่บ้านครั้งหนึ่ง ผมถามท่านว่า ไสยศาสตร์กับโหราศาสตร์ อะไรยากกว่ากัน ท่านตอบว่าในชีวิตของท่าน ท่านรักสองวิชานี้มากที่สุด ตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ (จำไม่ได้ว่าเป็นคูณตาหรือคุณปู่ของท่าน ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดดังวัดหนึ่งในยุคนั้น และยุคนี้ ในสมัยนั้น เป็นผู้สอนท่านในวัยเด็ก) ท่านต้องไปฝึกบริกรรมเวทย์มนต์คาถาในป่าช้า โดยอยู่คนเดียวทั้งคืน ท่านบอกว่าในความเห็นของท่านวิชาไสยศาสตร์ง่ายกว่าโหราศาสตร์มาก วิชาไสยศาสตร์ต้องการเพียงความเชื่อมั่น ศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยม ว่าเอง เออเอง เชื่อมั่นอย่างแท้จริง ว่าจะเป็นเช่นนั้น และก็จะเป็นเช่นนั้นจริงๆ ถ้าเป็นวิชาไสยศาสตร์ ท่านบอกว่าท่านมั่นใจว่าในแผ่นดินนี้ท่านไม่แพ้ใคร แต่กับวิชาโหราศาสตร์เป็นคนละเรื่องกัน ต้องศึกษาค้นคว้ากันไม่รู้จักจบสิ้น ยังมีประเด็นปริศนา และปัญหาที่ตีความไม่ออกอีกมากมาย ทุ่มเทความรู้ความสามารถ สติปัญญากันอย่างไร โอกาสที่จะทายผิดก็ยังคงมีอยู่ค่อนข้างมากเสมอ ในขณะพูดนั้นหน้าตาของท่านแสดงความหนักใจในวิชาโหราศาสตร์ให้เห็นชัดเจน ตรงกันข้ามกับขณะที่ท่านพูดถึงวิชาไสยศาสตร์

ส่วนผลงานชิ้นสำคัญทางโหราศาสตร์ของท่านที่พูดกันปากต่อปากทั่วไปในขณะนั้นก็คือ เรื่องเล่าที่ว่า ท่านเป็นคนทำนายว่า นายทหารหนุ่มจากครอบครัวชาวนาที่ยากจนในอีสาน ชื่อสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในอนาคตจะเป็นแม่ทัพใหญ่ไร้ผู้เทียมทานในแผ่นดินนี้ เล่ากันว่าในขณะนั้นนายทหารหนุ่ม สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เปรยกับเพื่อนๆในวงเหล้าอย่างท้อใจว่า กูนะ อนาคตคงแค่นายพันแก่ๆ เพราะเป็นเพียงลูกชาวนาอีสาน ยากจน ไร้เส้นสายใดๆ เพื่อนในวงเหล้าคนหนึ่งชื่อเทพย์ สาริกบุตรจึงขอ วันเดือนปีเกิด เวลาตกฟาก และพยากรณ์ให้เดี๋ยวนั้นเลยว่า ไม่หรอก อนาคตมึงจะเป็นแม่ทัพใหญ่ ที่มีอิทธิพลบารมี บัญชาการทุกกองทัพ เหล่าทัพในแผ่นดินนี้ โดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แล้วคอยดู

แล้วก็ถึงวันนั้น วันที่คำทำนายของอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร ปรากฏเป็นความจริงขึ้นมา วันที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำปฏิวัติรัฐประหารรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม และก้าวขึ้นเป็นเป็นนายกรัฐมนตรี ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ชื่อของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ยังคงเป็นชื่อที่หลายฝ่ายเรียกร้องถึงเสมอ ทุกครั้งที่เกิดกลียุคขึ้นในแผ่นดิน เพื่อให้มาจัดการพวกป่วนเมืองเหล่านี้ให้สิ้นซากไปจากแผ่นดินไทยเสียที

ผมไม่เคยลืมวันแรกที่ได้เห็นอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร ที่สมาคมโหรฯเลย กลุ่มเพื่อนที่ไปด้วยกันวันนั้น พูดคุยเห็นด้วยกันหมดทุกคนว่า เพียงเห็นครั้งแรกตอนที่ท่านอยู่นอกห้องบรรยายก็รู้ทันทีว่าคนนี้คืออาจารย์เทพย์ฯ บุคลิกลักษณะของท่านเปล่งประกายจรัสจ้า แต่ท่วงทีกริยาอาการกลับเป็นอากัปกริยาของนักปราชญ์ผู้คงแก่เรียน จุดเด่นบนใบหน้าของท่านคือดวงตาทั้งคู่ที่กล้าแข็งราวแสงพระอาทิตย์ แต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาพร้อมๆกัน เพื่อนหลายคนบอกว่าเพียงมองเห็นท่านก็รู้แล้วว่าคนคนนี้เป็นคนมีวิชาอาคมกล้าแข็งแน่นอน
บันทึกการเข้า

หน้า: [1] พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.9 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!