ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
เมษายน 25, 2018, 09:37:10 AM
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
ข่าว: ยินดีต้อนรับ เพื่อนๆ ทุกคนครับ

+  จำหน่ายตุ๊กตาหอม ถุงหอม น้ำมันหอมระหย
|-+  SMILE DOLL CARE U บทความดีๆ เพื่อสังคม
| |-+  บทความน่าอ่าน
| | |-+  สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ พระนิพนธ์ในสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตอน 3
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ พระนิพนธ์ในสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตอน 3  (อ่าน 2049 ครั้ง)
smiledoll
จำหน่ายตุ๊กตาหอม น้ำมันหอมระเหย
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 1233



เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: มกราคม 19, 2011, 12:54:46 PM »

(ต่อ)


แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นพระเจ้าแผ่นดินจะเข้าทรงปรึกษาว่ากล่าวเองไม่ถนัด ได้แต่คอยทรงอำนวยการและแนะนำ อย่างว่า"อยู่ข้างหลังฉาก" ในจดหมายเหตุของเซอร์จอน เบาริ่งกล่าวว่าสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เป็นตัวผู้ที่ได้เข้าพูดจาว่ากล่าวกับทูตอังกฤษ ทั้งเมื่อเวลาประชุมข้าหลวงปรึกษาสัญญา ณ จวนสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์หลายๆวันประชุมกันครั้งหนึ่ง และไปพูดจาปรึกษาหารือกับเซอร์จอน เบาริ่งเป็นอย่างส่วนตัวแทบทุกวัน พระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในครั้งนั้นทรงพระราชดำริว่าความข้อใดซึ่งเห็นว่าอังกฤษคงจะเอาให้จงได้ ยอมให้เสียโดยดีแลกเอาข้อที่ไทยต้องการจะให้เขาลดหย่อนผ่อนผันให้ดีกว่าเพราะอย่างไรๆก็ต้องทำหนังสือสัญญาจึงจะพ้นเหตุเภทภัยแก่บ้านเมือง

ครั้งนั้นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เป็นผู้อยู่กลางในระหว่างทูตอังกฤษกับสมเด็จเจ้าพระยาทั้งสอง แต่สามารถเข้าได้สนิททั้งสองฝ่ายจนเซอร์จอน เบาริ่งชมไว้ในจดหมายรายวัน ซึ่งเขียนในระหว่างเวลาเมื่อปรึกษาสัญญากันอยู่นั้นแห่ง ๑ เขียนเมื่อวันที่ ๗ เมษายน ค.ศ. ๑๘๕๕(พ.ศ. ๒๓๙๘)ว่า "..เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์คนนี้ถ้าไม่เป็นเจ้ามารยาอย่างยอดก็เป็นคนรักบ้านเมืองของตนอย่างยิ่ง แต่จะเป็นคนเจ้ามารยาหรือเป็นคนรักบ้านเมืองก็ตาม ต้องยอมว่าฉลาดล่วงรู้การล้ำคนทั้งหลายที่เราได้พบในที่นี้ ทั้งมีกิริยาอัชฌาศัยสุภาพอย่างผู้ดีและรู้จักพูดจาพอเหมาะแก่การ.." อีกแห่งหนึ่งเขียนเมื่อ วันที่ ๑๓ เมษายน ว่า "..อัธยาศัยของอัครมหาเสนาบดี(คือเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์)นั้นน่าสรรเสริญมาก ท่านได้กล่าวแก่เราหลายครั้ง ว่าถ้าเรามีความมุ่งหมายจะช่วยประชาชนให้พ้นความกดขี่ และช่วยบ้านเมืองให้พ้นภาษีผูกขาด ซึ่งเอาประโยชน์ของบ้านเมืองไปเป็นส่วนบุคคลนั้นก็จะช่วยเราเหนื่อยด้วย และถ้าเราทำการสำเร็จชื่อเสียของเราก็จะเป็นที่ยกย่องต่อไปชั่วกาลนาน ท่านเล่าให้เราทราบความบกพร่องต่างๆโดยมิได้ปิดบังเลย และบางคราวพูดอย่างโกรธเกรี้ยว(ไม่พอใจในการที่เป็นอยู่) ถ้าท่านผู้นี้มีใจจริงดังปากว่าก็ต้องนับว่าเป็นคนรักบ้านเมือง และฉลาดเลิศที่สุดคนหนึ่งในเหล่าประเทศตะวันออกนี้ อนึ่งการใช้เงินนั้นท่านเป็นผู้ไม่ตระหนี่ กล่าวว่าเงินทำให้ร้อนใจจึงใช้สอยเสียอย่างไม่เบียดกรอเลย ส่วนความยากซึ่งมีในฐานะของตัวท่านนั้น ท่านก็ชี้แจงให้เราทราบหมดแม้ความลำบากเกี่ยวกับผู้ที่อยู่ในสกุลเดียวกัน(เห็นจะหมายความว่าสมเด็จเจ้าพระยาทั้งสององค์)ก็ไม่ปกปิด.." คำเซอร์จอน เบาริ่งส่อให้เห็นความสามารถฉลาดหลักแหลมของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เพียงใดในสมัยนั้น พอทำหนังสือสัญญากับอังกฤษแล้ว ในปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๙๘ นั้นเอง สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ก็ถึงพิราลัย

ต่อมาอีก ๒ ปีสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติก็ถึงพิราลัยในปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๔๐๐ แต่นั้นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ก็เป็นตัวหัวหน้าเสนาบดีทั้งปวง ทั้งโดยตำแหน่งและโดยความสามารถในราชการงานเมืองทั่วไป (เจ้าพระยานิกรบดินทร์เป็นที่สมุหนายกยังอยู่ แต่แก่ชราอายุถึง ๘๐ ปีไม่สามารถรับราชการเสียแล้ว กรมหลวงวงศาธิราชสนิทได้ทรงกำกับราชการกระทรวงมหาดไทย)

ตั้งแต่อังกฤษเข้ามาทำหนังสือสัญญาสำเร็จแล้ว ต่อมาอีกปีหนึ่งอเมริกันและฝรั่งเศสก็เข้ามาขอทำหนังสือสัญญาบ้าง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริโดยพระปรีชาญาณเห็นว่าการอันเป็นข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ว่าไหนๆก็จำต้องทำหนังสือสัญญากับฝรั่งแล้วทำสัญญาเสียให้หลายชาติด้วยกัน ความเป็นอิสระภาพของบ้านเมืองก็จะมั่นคงกว่าให้ฝรั่งแต่ชาติหนึ่งชาติเดียวเข้ามามีอำนาจ เพราะฉะนั้นเมื่อชาติไหนมาขอทำหนังสือสัญญาก็โปรดฯให้รับทำด้วย เป็นพระบรมราโชบายมาตลอดรัชกาลที่ ๔ เป็นแต่ระวังมิให้เสียเปรียบกว่าสัญญาที่ทำมาแล้ว

การที่ทำหนังสือสัญญากับฝรั่งต่างชาติครั้งนั้นเป็นเหตุให้ต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขกิจการบ้านเมืองหลายอย่าง เป็นต้นว่าการเก็บภาษีภายในต้องเลิกผูกขาดซื้อขายอย่างแต่ก่อน เปลี่ยนวิธีเก็บชักส่วนตามจำนวนสินค้าแล้วแต่ใครจะค้าสิ่งใดก็ได้ และต้องตั้งภาษีขึ้นใหม่อีกหลายอย่างทดแทนเงินผลประโยชน์แผ่นดินที่ขาดไปเพราะเลิกภาษีผูกขาด ส่วนการทดแทนผลประโยชน์ของเจ้านายและข้าราชการทั้งพ่อค้าที่ต้องขาดไปเพราะทำหนังสือสัญญากับฝรั่งนั้น ก็แก้ไขด้วยให้พวกพ่อค้า(ซึ่งเป็นเชื้อจีนโดยมาก) เข้ารับเป็นเจ้าภาษีนายอากรที่ตั้งขึ้นใหม่ และแจกการควบคุมภาษีนั้นๆให้ขึ้นอยู่ในกระทรวงต่างๆผู้มีบรรดาศักดิ์ซึ่งขาดผลประโยชน์เป็นเจ้ากระทรวงอยู่โดยมาก ก็ได้รับส่วนแบ่งจากเงินภาษีอากรที่ตนได้ควบคุมนั้น (ที่เก็บภาษีอากรแยกขึ้นอยู่ในกระทรวงต่างๆในรัชการที่ ๔ เป็นด้วยเหตุดังกล่าวมา เพราะในสมัยนั้นประเพณีที่เสนาบดีได้เงินเดือนตามตำแหน่งยังไม่เกิดขึ้น) ยังการที่ต้องคิดป้องกันมิให้ชาวเมืองเกิดอดอยากเพราะฝรั่งมาซื้อข้าวเอาไปเสียนั้น ก็ต่องคิดอ่านบำรุงการกสิกรรมและพาณิชนกรรมให้เพิ่มพืชผลขึ้นพำอเก่การค้าขาย จึงเกิดความคิดขุดคลองมหาสวัสดิ์ คลองภาษีเจริญ เพิ่มทางคมนาคมและเบิกที่ให้คนทำไร่นามากขึ้น

นอกจากที่ได้กล่าวมา เมื่อปีระกา พ.ศ. ๒๔๐๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ออกไปเมืองสิงคโปร์ด้วยกันกับพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นวิษณุนารถนิภาธร ซึ่งได้ทรงบัญชาการกรมพระคลังมหาสมบัติ ให้ตรวจตราพิจารณาวิธีที่อังกฤษทำนุบำรุงบ้านเมือง แต่จะกลับมากราบบังคมทูลถวายรายงานอย่างไรบ้างหาปรากฏไม่ การทำนุบำรุงกรุงเทพฯตามคติฝรั่ง เช่นทำถนนและสะพานสำหรับใช้รถจัดโปลิศเป็นต้น เนื่องมาตั้งแต่ทำหนังสือสัญญาเปิดการค้ากับต่างประเทศ และสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เป็นผู้รับสั่งให้ดูแลการเหล่านั้นแทบทุกอย่าง

ข้อสำคัญอันหนึ่งในเรื่องประวัติสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เมื่อตอนก่อนเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน คือที่ท่านคิดอ่านยกกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญขึ้นเป็นพระมหาอุปราช ดังปรากฏอยู่ในเรื่องจดหมายเหตุเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต (ซึ่งพิมพ์ในงานสตมวาร) นั้น มีหลักฐานปรากฏว่าท่านได้ตกลงใจมาแล้วหลายปี เห็นจะเป็นตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตเมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๔๐๘ และได้กราบบังคมทูลความคิดนั้นแก่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบด้วย

เรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ามีพระราชดำรัสเล่า ว่าวันหนึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จออกประทับ ณ พระทวารหน้ามุขพระที่นั่งอนันตสมาคมอันเป็นที่รโหฐาน สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เข้าเฝ้าฯส่วนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับคอยรับใช้อยู่เบื้องพระขนองของสมเด็จพระบรมชนกนาถ ได้ทรงสดับตรัสประภาษกับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ด้วยเรื่องต่างๆมาจนถึงเรื่องวังหน้า สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์จะไดด้กราบทูลอธิบายว่ากระไรหาทรงได้ยินถนัดไม่ ได้ยินแต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสตอบว่า "ถ้าเช่นนั้นกั้นกำแพงแบ่งกันเสียที่ท้องสนามหลวงก็แล้วกัน" เข้าพระทัยว่า สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์คงกราบทูลอธิบายว่าเห็นจำเป็นจะต้องให้กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญเป็นพระมหาอุปราช พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงเห็นชอบด้วย แต่จะทรงโต้แย้งขัดขวางก็เห็นไม่เป็นประโยชน์ จึงมีพระราชดำรัสอย่างนั้น

เรื่องที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสเล่านี้ ก็สมกับการที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยกย่องกรมหมื่นบวรวิชัยชาญในเวลาต่อมา เช่นโปรดฯให้ไปเยี่ยมตอบราชทูตฝรั่งเศส(ที่ปรากฏในหนังสือเรื่องพระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อก่อนเสวยราชย์) และเล่ากันว่าเมื่อเสด็จออกรับเจ้าเมืองสิงคโปร์ที่พลับพลาหว้ากอ โปรดฯให้กรมหมื่นบวรวิชัยชาญหมอบเฝ้าฯข้างที่ประทับยฝ่ายหนึ่ง คู่กับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เหตุใดสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์จึงคิดยกกรมหมื่นบวรวิชัยชาญขึ้นเป็นพระมหาอุปราช ข้อนี้ท่านที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่มีความเห็นพ้องกันโดยมาก ว่าคงเป็นเพราะสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์คิดเกรงว่า เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญวัยขึ้นจะทรงตัดอำนาจวาสนาของท่าน หรืออย่างต่ำก็คอยโต้แย้งขัดขวางมิให้ท่านทำการงานได้สะดวก และอาจทรงทำได้ด้วยเป็นพระเจ้าแผ่นดิน จึงคิดตั้งพระมหาอุปราชไว้เป็นที่กีดกั้น และเลือกกรมหมื่นบวรวิชัยชาญเป็นพระมหาอุปราชด้วยเห็นว่าจะเข้ากันกับวังหลวงไม่ได้ก็จำเป็นต้องอาศัยตัวท่านทั้งวังหลวงและวังหน้าดังนี้ ความคิดเห็นของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เช่นผู้อื่นสันนิษฐานดังกล่าวมา แม้ท่านจะคิดอย่างนั้นจริง ก็เห็นจะไม่กล้ากราบบังคมทูลฯพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเช่นนั้น

จึงน่าสันนิษฐานว่า สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์จะได้ยกเหตุอันใดขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ทรงเห็นความจำเป็นในการที่จะต้องยกกรมหมื่นบวรวิชัยชาญขึ้นเป็นพระมหาอุปราช ข้อนี้ไม่ได้ยินท่านผู้ใดกล่าว ได้แต่ลองคิดเดาดูโดยอาศัยความจริงมีอยู่ ๒ ข้อ ข้อ ๑ คือประเพณีที่มีผู้อื่นสำเร็จราชการบ้านเมืองแทนพระเจ้าแผ่นดินเมื่อยังทรงพระเยาว์มิได้เคยมีเยี่ยงอย่างในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ แม้เคยมีในสมัยกรุงศรีอยุธยาหลายครั้งก็มักมีภัยอันตรายแก่พระเจ้าแผ่นดินซึ่งยังทรงพระเยาว์นั้น

มีตัวอย่างครั้งหลังที่สุดคือเมื่อสมเด็จพระเชษฐาธิราชโอรสพระเจ้าทรงธรรมได้รับรัชทายาท พระชันษาได้ ๑๔ ปี พระเจ้าปราสาททองเมื่อยังเป็นเจ้าพระยากลาโหม(อย่างเดียวกับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เป็นอยู่เมื่อรัชกาลที่ ๔ และมีราชทินนามว่า"สุริยวงศ์"คล้ายกันด้วย)ได้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน จะคัดความที่กล่าวในหนังสือพระราชพงศาวดารตรงนั้นมาลงไว้พอให้เห็น


"อยู่มาเดือนเศษ มารดาเจ้าพระยากลาโหมถึงชีพิตักษัย แต่งการศพเสร็จแล้วเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ออกไปตั้งการปลงศพ ณ วัดกุฏ ข้าราชการฝ่ายทหารพลเรือนผู้ใหญ่ผู้น้อยออกไปช่วย (ถึง)นอนค้างแรมอยู่เป็นมาก ฝ่ายข้าหลวงเดิมพระเจ้าอยู่หัว(คือสมเด็จพระเชษฐาธิราช)กราบทูลยุยงเป็นความลับว่า เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ทำการครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก หากเอาการศพเข้ามาบังไว้เห็นที่จะคิดประทุษร้ายต่อพระองค์เป็นมั่นคง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้มีวิจารณ์ให้ถ่องแท้ ตกพระทัย ตรัสให้เหล่าชาวป้อมล้อมพระราชวังขึ้นประจำหน้าที่แล้วเตรียมทหารไว้เป็นกองๆ จึงดำรัสให้ขุนมหามนตรีออกไปหาตัวเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์เข้ามา(เฝ้า)

ขณะนั้นจมื่นสรรเพ็ธภักดีสอดหนังสือลับออกไปก่อน ว่าพระโองการให้เข้ามาดูมวย บัดนี้เตรียมไว้พร้อมอยู่แล้ว เมื่อเจ้าคุณจะเข้ามานั้นให้คาดเชือกเข้ามาทีเดียว ครั้นขุนมหามนตรีออกไปถึง กราบเรียนว่าพระโองการให้หา เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์แจ้งการซึ่งจมื่นสรรเพ็ธภักดีบอกให้สิ้นอยู่แล้ว จึงว่าขึ้นท่ามกลางขุนนางทั้งปวงว่า เราทำราชการกตัญญูแต่ครั้งพระพุทธเจ้าหลวงมา ท่านทั้งปวงก้แจ้งอยู่สิ้นแล้ว เมื่อพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จสวรรคตแล้ว ถ้าเรารักราชสมบัติท่านทั้งหลายเห็นจะพ้นเราเจียวหรือ ขุนนางทั้งปวงกราบแล้วจึงว่าราชการทั้งปวงก็สิทธิ์ขาดอยู่แก่ฝ่าเท้ากรุณาเจ้าสิ้น ที่จะมีผู้ใดขัดแข็งนั้นข้าพเจ้าทั้งปวงก็ไม่เห็นมีตัวแล้ว เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์จึงว่า ท่านทั้งปวงจงเห็นจริงด้วยเราเถิด เรากตัญญูคิดว่าเป็นลูกเจ้าข้าวแดงจึงเป็นต้นคิดอ่านปรึกษามิให้เสียราชประเพณี ยกราชสมบัติถวายแล้วยังหามีความดีไม่ ฟังแต่คำคนยุยงกลับจะมาทำร้ายเราผู้มีความชอบต่อแผ่นดินอีกเล่า ท่านทั้งปวงจะทำราชการต่อไปข้างหน้าจงเร่งคิดถึงตัวเถิด ขุนนางทั้งนั้นกราบแล้วว่า อันฝ่าเท้ากรุณา(ว่า)ทั้งนี้ควรหนักหนา เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ดูท่วงทีขุนนางทั้งปวงเห็นยังไว้อารมณ์เป็นกลางอยู่มิลงใจเป็นแท้ จึงสั่งทะลวงฟันให้กุมเอาตัวขุนมหามนตรีและบ่าวไพร่ซึ่งพายเรือมานั้นไว้ให้สิ้น ทะลวงฟันก็กรูกันจับเอาขุนมหามนตรีและไพร่ไปคุมไว้

ขุนนางทั้งปวงเห็นดังนั้นต่างตกใจหน้าซีดลงทุกคน เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์เห็นดังนั้นจึงว่า บัดนี้พระเจ้าแผ่นดินว่าเราทำการประชุมขุนนางพร้อมมูลทั้งนี้คิดการเป็นกบฏ ก็ท่านทั้งปวงซึ่งมาช่วยโดยสุจริตนั้นจะมิพลอยเป็นกบฏไปด้วยหรือ ขุนนางพร้อมกันกราบเรียนว่าเป็นธรรมดาอยู่แล้ว อุปมาเหมือนหนึ่งนิทานพระบรมโพธิสัตว์เป็นนายสำเภา คนทั้งหลายโดยสารไปค้า ใช้ใบไปถึงท่ามกลางมหาสมุทรต้องพายุใหญ่สำเภาจะอับปางอยู่แล้ว พระบรมโพธิสัตว์จึงคิดว่าถ้าจะนิ่งอยู่ดังนี้ก็จะพากันตายเสียด้วยสิ้นทั้งสำเภา จึงตั้งสัจอธิษฐานว่า ถ้าอาตมาจะสำเร็จแก่พระบรมโพธิญาณขออย่าให้สำเภาอับปางในท้องมหาสมุทรเลย เดชะอานุภาพพระบารมีบรมโพธิสัตว์สำเภาจึงมิได้จลาจล แล่นล่วงถึงประเทศธานีซึ่งจะไปค้านั้น ก็เหมือนการอันเป็นครั้งนี้ถ้าฝ่าเท้ากรุณานิ่งตาย คนทั้งหลายก็จะพลอยตายด้วย เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ได้ฟังขุนนางว่าดังนั้นก็หัวเราะ แล้วว่าเจ้าแผ่นดินว่าเราเป็นกบฏแล้ว เราจะทำตามรับสั่ง ท่านทั้งปวงจะว่าประการใด ขุนนางทั้งปวงกราบแล้วจึงว่าถ้าฝ่าเท้ากรุณาจะทำการใหญ่จริง ข้าพเจ้าทั้งปวงจะขอเอาชีวิตสนองพระคุณตายก่อน เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์เห็นขุนนางปลงใจพร้อมโดยสุจริตก็จัดแจงเป็นหมวดเป็นกองกำหนดกฏหมายกันมั่นคง

ครั้นเพลาบ่าย ๓ โมงเศษ จุดเพลิงเผาศพแล้วได้อุดมฤกษ์เวลา เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ก็ลงเรือพร้อมขุนนางทั้งปวงสักร้อยลำคนประมาณสามพันเศษ สรรพด้วยเครื่องศัสตราวุธล่องมาขึ้นประตูชัย วันนั้นเป็นวันเสาร์ เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ใส่เสื้อดำกางเกงดำขึ้นม้าดำ ขุนนางและไพร่ตามมาเป็นอันมาก ครั้นถึงหน้าพระกาฬจึงลงจากม้าตั้งสัจอธิฐานว่า ข้าพเจ้าปรารถนาโพธิญาณถ้าจะสำเร็จแก่พุทธสมบัติเป็นแท้ จะยกเข้าไปล้างผู้อาสัตย์ขอให้สำเเร็จดังปรารถนา เสร็จอธิฐานแล้วเวลาพลบค่ำจึงมาตั้งชุมพลอยู่ ณ วัดสุทธาวาส ครั้นเพลา ๘ ทุ่มนั่งคอยฤกษ์พร้อมกัน เห็นพระสารีริกบรมธาตุเสด็จมาแต่ประจิมทิศผ่านไปปราจิณทิศ ได้นิมิตรเป็นมหามงคลฤกษ์อันประเสริฐก็ยกพลเข้าประตูมงคลสุนทร ให้ทหารเอาขวานฟันประตูมงคลสุนทรเข้าไปได้ ด้วยเดชะกฤษฎาภินิหารอันใหญ่ยิ่ง หามีผู้ใดจะออกต่อต้านมิได้ก็กรูกันเข้าไปในท้องสนามใน ข้าหลวงเดิมซึ่งนอนเวรประจำซองร้องกราบทูลเข้าไปว่า เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ยกเข้ามาได้แล้ว พระเจ้าแผ่นดินได้ฟังตกพระทัยนักมิได้คิดอ่านที่จะต่อสู้ออกจากพระราชวังกับพวกข้าหลวงเดิมลงเรือพระที่นั่งหนีไป เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์เข้าไปในพระราชวังได้รู้ว่าพระเจ้าแผ่นดินหนี จึงสั่งให้พระยาเดโช พระยาท้ายน้ำ ไปตามแต่ในเพลากลางคืนวันนั้น รุ่งขึ้นพระยาเดโช พระยาท้ายน้ำทันพระเจ้าแผ่นดินที่ป่าโมกข์น้อยล้อมจับเอาตัวมาได้ เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์สั่งให้เอาตัวไปสำเร็จโทษตามประเพณีกษัตริย์ พระเชษฐาธิราชอยู่ในราชสมบัติปีหนึ่งกับเจ็ดเดือน"

ความที่คัดมาลงตรงนี้ อยู่ในหนังสือพระพงศาวดารฉบับสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ซึ่งเป็นหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับแรกที่ได้พิมพ์เมื่อปีกุน พ.ศ. ๒๔๐๖ ในรัชกาลที่ ๔ บรรดาผู้ศึกษาพงศาวดารสมัยนั้นได้อ่านหนังสือฉบับนี้ด้วยกันทั้งนั้น เมื่อใครปรารภถึงเรื่องที่จะต้องมีผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน คิดถึงเรื่องพงศาวดารตรงนี้คงหวาดหวั่น แม้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ก็คงรู้สึกลำบากใจ

ยังความจริงอีกข้อหนึ่ง คือที่ราชการบ้านเมืองตั้งแต่มีฝรั่งเข้ามาเกี่ยวข้องการบังคับบัญชาลำบากยากยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ถ้อยทีได้อาศัยกันในการรักษาบ้านเมืองให้เป็นปกติมา ถ้าสิ้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสียแล้ว ภาระอันลำบากยากยิ่งทั้งปวงก็จะตกหนักอยู่แก่ท่าน ถ้ามีแต่ตัวท่านเป็นคนสำคัญอยู่ในแผ่นดินแต่ผู้เดียว ทำอะไรคนทั้งหลายก็จะพากันคอยสงสัย ว่าท่านจะคิดกบฏอย่างเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ครั้งกรุงศรีอยุธยา จึงเห็นควรจะให้มีพระมหาอุปราชขึ้นไว้เป็นคนสำคัญในแผ่นดินอีกพระองค์หนึ่งเหนือตัวท่าน ทำนองเดียวกับเมื่อมีพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวพอเป็นเครื่องป้องกันตัวท่านมิให้ถูกสงสัญว่าจะคิดกบฏ บางทีสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์จะกราบทูลอธิบายแก่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยทำนองที่กล่าวมานี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงเห็นชอบ แต่มิรู้ที่จะทรงขัดขวางอย่างไรเพราะทรงพระราชดำริเห็นว่า ถ้าจำเป็นต้องมีผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ก็คงได้เป็น เมื่อเป็นแล้วจะยกกรมหมื่นบวรวิชัยชาญขึ้นเป็นพระมหาอุปราชก็คงยกได้ จึงได้มีพระราชดำรัสว่า"ถ้าเช่นนั้นกั้นกำแพงแบ่งกันเสียที่ท้องสนามหวงก็แล้วกัน"

น่าคิดวินิจฉัยต่อไปอีกข้อหนึ่งว่า ถ้าหากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จดำรงพระชนม์อยู่จนถึงได้ทรงมอบเวนราชสมบัติแก่สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสมพระราชประสงค์แล้ว จะทรงตั้งกรมหมื่นบวรวิชัยชาญเป็นพระมหาอุปราชหรือไม่ ข้อนี้เมื่อคิดใคร่ควรดูเห็นว่าคงไม่ทรงตั้ง เพราะผิดราชประเพณีสถานหนึ่ง กับอีกสถานหนึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีปกติทรงตริตรองการรอบคอบ มักจะทรงเห็นการณืใกล้กว่าสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ซึ่งเป็นผู้ฉลาดยิ่งแต่ที่จะแก้ไขกิจการอันปัจจุบันทันด่วน

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 19, 2011, 01:13:29 PM โดย smiledoll » บันทึกการเข้า

หน้า: [1] พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.9 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!