ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
มิถุนายน 25, 2018, 08:31:25 PM
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
ข่าว: ยินดีต้อนรับ เพื่อนๆ ทุกคนครับ

+  จำหน่ายตุ๊กตาหอม ถุงหอม น้ำมันหอมระหย
|-+  SMILE DOLL CARE U บทความดีๆ เพื่อสังคม
| |-+  บทความน่าอ่าน
| | |-+  สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ พระนิพนธ์ในสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตอน 2
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ พระนิพนธ์ในสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตอน 2  (อ่าน 1718 ครั้ง)
smiledoll
จำหน่ายตุ๊กตาหอม น้ำมันหอมระเหย
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 1234



เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: มกราคม 19, 2011, 01:09:14 PM »

เรื่องประวัติสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ อันเนื่องด้วยการถวายพระราชสมบัติแก่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น เคยได้ยินท่านผู้หลักผู้ใหญ่แต่ก่อนเล่ากันมา ว่าสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ได้คิดเห็นก่อนบิดาของท่าน ว่าถ้าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตราชสมบัติต้องได้แก่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวบ้านเมืองจึงจะเป็นปกติต่อไป อาศัยเหตุนั้นตัวท่านเมื่อยังเป็นที่จมื่นวัยวรนารถกับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์เมื่อยังเป็นจมื่นราชามาตย์ซึ่งมีความเห็นพ้องกัน จึงชวนกันปฏิสังขรณ์วัดดอดไม้ (ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานนามว่า วัดบุปผาราม สันนิษฐานว่าในสมัยนั้นเห็นจะเป็นวัดร้าง) ซึ่งอยู่ในสวนแห่งหนึ่งไม่ไกลกับบ้านที่ท่านอยู่นั้น แล้วกราบทูลขอคณะสงฆ์ธรรมยุตจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไปครอง

เมื่อเป็นเช่นนั้นก็เกิดมีกิจที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องเสด็จไปทรงตรวจตราและสั่งสอนพระสงฆ์ซึ่งออกวัดไปใหม่เนืองๆ ฝ่ายสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์กับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ก็ได้โอกาสมาเฝ้าแหน เกิดวิสาสะประกอบกับสมานฉันท์ในความนิยมศึกษาวิชาความรู้ทางข้างฝรั่งก็เลยทรงชอบชิดสนิทสนมแต่นั้นมา ครั้นถึงเวลาปัญหาเกิดขึ้นจริงด้วยเรื่องรัชทายาท ท่านทั้งสองนั้นก็ได้เป็นกำลังสำคัญอยู่ข้างหลังบิดาในการขวยขวายให้พร้อมเพรียงกันถวายราชสมบัติแก่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะฉะนั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ทรงสถาปนาเจ้าพระยาพระคลังขึ้นเป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ ตำแหน่ง"ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน" และทรงสถาปนาพระยาศรีพิพัฒน์ขึ้นเป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ ตำแหน่ง"ผู้สำเร็จราชการพระนคร" แล้วจึงทรงตั้งพระยาศรีสุริยวงศ์จางวางมหาดเล็กเป็น เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ "ว่าที่สมุหพระกลาโหม" และทรงตั้งจมื่นราชามาตย์เป็นเจ้าพระยารวิวงศ์"ผู้ช่วยราชการกรมท่า" (การตั้งขุนนางผู้ใหญ่ดูเหมือนจะมีประกาศเป็นครั้งแรกเมื่อทรงตั้งสมเด็จเจ้าพระยา ๒ องค์นี้ แต่ที่ทรงตั้งเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์และเจ้าพระยารวิวงศ์หาปรากฏว่ามีประกาศไม่)

ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้สร้างตราสุริยมณฑลพระราชทานสำหรับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ และตราจัทรมณฑลสำหรับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ แต่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ยังคงถือตราพระคชสีห์สำหรับตำแหน่งสมุหพระกลาโหมกับตราบัวแก้วสำหรับตำแหน่งเจ้าพระยาพระคลังอยู่อย่างเดิม จึงโปรดฯให้สร้างตราศรพระขรรค์ขึ้นอีกดวงหนึ่งพระราชทานสำหรับเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ใช้ ครั้นต่อมาเมื่อเจ้าพระยาศรีสุรยวงศ์ได้เป็นที่สมุหพระกลาโหมเต็มตำแหน่งแล้ว จึงโปรดฯให้ใช้ตราศรพระขรรค์เป็นคู่กับตราพระคชสีห์ เหมือนอย่างกับตราจักรเป็นคู่กับตราพระคชสีห์ สำหรับตำแหน่งสมุหนายก (แต่สมุหนายกคนอื่นต่อมาหาได้ถือตราศรพระขรรค์ไม่ เห็นจะเป็นเพราะเมื่อสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเมื่อตอนต้นรัชกาลที่ ๕ ใช้ตราศรพระขรรค์เป็นตราอาญาสิทธิ์ ตรานั้นก็เลยเกินศักดิ์สมุหกลาโหม)

เมื่อสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ได้เป็นเจ้าพระยาว่าที่สมุหพระกลาโหมนั้น ได้พระราชทานที่บ้านเจ้าพระยาบดินเดชา(สิงห์ สิงหเสนี) (อันอยู่ริมคลองสะพานหันฝั่งตะวันออก ตรงหน้าวังบูรพาภิรมย์ข้าม) อันเป็นบ้านหลวงให้เป็นจวนที่อยู่ด้วย แต่เห็นจะอยู่เรือนของเดิมเป็นแต่ซ่อมแซมไม่ได้สร้างเหย้าเรือนขึ้นใหม่ (เจ้าคุณพระประยูรวงศ์บอกว่าเมื่อท่านเกิดนั้น เจ้าพระยาสุรวงศ์วัยวัฒน์บิดาของท่านอยู่ในบ้านนี้ ท่านเกิดที่เรือนแพจึงได้ตั้งนามว่า "แพ" มีพี่ของท่านคนหนึ่งชื่อว่า ฉาง เพราะเกิดที่ฉางเก่า(ซึ่งแก้ไขเป็นเรือนที่อยู่)) ได้อยู่ในจวนแห่งนี้จนสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ถึงพิราลัยใน พ.ศ. ๒๓๙๘ และโปรดฯให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เป็นอัครมหาเสนาบดีที่สมุหพระกลาโหมเต็มตำแหน่ง จึงได้ข้ามกลับไปอยู่ทางฟากธนบุรี แต่ไปสร้างจวนอยู่ใหม่(ที่เรียกว่า โรงเรียนบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (ปัจจุบันคือ โรงเรียนศึกษานารี) อยู่ริมคลองสานบัดนี้)ที่จวนเดิมของบิดาท่านให้น้องอยู่

เรื่องประวัติของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์มามีเป็นตอนสำคัญปรากฏเมื่อครั้งสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียประเทศอังกฤษให้ เซอร์จอน เบาริง เป็นราชทูตเขามาขอทำสัญญาทางพระราชไมตรีเมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๙๘ อธิบายเรื่องนี้ก็จะต้องกล่าวความย้อนถอยหลังขึ้นไปสักหน่อย คือเมื่อรัชกาลที่ ๓ ไทยได้ทำหนังสือสัญญาค้าขายกับบริษัทอังกฤษซึ่งปกครองอินเดีย เมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๓๖๙ (คือครั้งร้อยเอกเฮนรี่ เบอร์นี่) แล้วต่อมาทำหนังสือสัญญาเช่นเดียวกันกับสหปาลีรัฐอเมริกันเข้ามาค้าขายในพระราชอาณาเขตโดยสะดวก ข้างอังกฤษและอเมริกันยอมให้ไทยเก็บค่าจังกอบตามขนาดปากเรือ ถ้าเป็นเรือบรรทุกสินค้าเข้ามาขายให้เก็บจังกอบวาละ ๑,๗๐๐ บาท ถ้าเป็นเรือเปล่าเข้ามาซื้อสินค้าให้เก็บค่าจังกอบเพียงวาละ ๑,๕๐๐ บาทเมื่อได้เสียจังกอบแล้วไทยรับว่าจะไม่เรียกเก็บภาษีอย่างอื่นอีกเช่นนี้ ต่อมาพวกพ่อค้าอังกฤษและอเมริกันเกิดไม้พอใจเหตุด้วยในสมัยนั้นการเก็บภาษีภายในใช้วิธีให้ผูกขาดอยู่เป็นพื้น(ภาษีผูกขาดในชั้นหลังเป็นแต่ชักส่วนสิ่งของซึ่งต้องเสียภาษี เห็นจะแก้วิธีผูกขาดอย่างเดิมในรัชกาลที่ ๔ เมื่อทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศ)

ก็วิธีผูกขาดอย่างโบราณนั้นมอบอำนาจให้เจ้าภาษีซื้อขายสินค้าสิ่งซึ่งตนรับผูกขาดได้แต่คนเดียว ใครมีสินค้าสิ่งนั้นจะขายก็ต้องขายแก่เจ้าภาษี ใครต้องการซื้อก็ต้องมาซื้อไปจากเจ้าภาษี ยังสินค้าซึ่งเป็นของมีราคามากดังเช่น นอแรด งาช้าง และดีบุกเป็นต้น ก็ผูกขาดเป็นของหลวงขายซื้อได้แต่พระคลังสินค้าแห่งเดียว นอกจากวิธีภาษีผูกขาดดังกล่าวมาในสมัยนั้นทั้งในหลวงและเจ้านายผู้ใหญ่ ผู้น้อยยังทำการค้าขายเองตามประเพณีซึ่งมีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา คือแต่งเรือไปซื้อขายสินค้าถึงนานาประเทศบ้าง เช่นระวางเรือผู้อื่นฝากสินค้าไปมาบ้าง และผู้พาสินค้าเข้าออกยังต้องเสียภาษีอีกชั้นหนึ่ง พวกพ่อค้าฝรั่งกล่าวหาว่ารัฐบาลเก็บค่าจังกอบแล้วยังแย่งค้าขาย และให้ผูกขาดเก็บภาษีทางอ้อมไม่ทำตามหนังสือสัญญา ข้างฝ่ายไทยเถียงว่าไม่ได้ทำผิดสัญญาเพราะพวกพ่อค้าแขกและจีนก็ต้องเสียภาษีขาเข้าและขาออกอยู่อย่างเดิมพวกฝรั่งมาขอเปลี่ยนเป็นเสียค่าจังกอบตามขนาดปากเรือก็อนุญาตให้ตามประสงค์ เมื่อไม่สมัครเสียค่าปากเรือจะเสียภาษีขาเข้าขาออกอย่างเดียวกับพวกพ่อค้าแขกและจีนก็ได้จะยอมตามใจสมัคร

อีกประการหนึ่งในหนังสือสัญญาก็ไม่ได้รับว่าจะเลิกภาษีผูกขาดและค้าขายของหลวงหรือไม่อนุญาตให้เจ้านายข้าราชการค้าขายจะว่าผิดสัญญาอย่างไรได้ เป็นข้อทุ่มเถียงกันมาดังนี้ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๓ รัฐบาลอเมริกันให้นายบัลเลศเตียนเป็นทูตมาขอแก้หนังสือสัญญาเมื่อต้นปีก็ไม่ตกลงกัน ต่อมาในปีจอนั้นเองรัฐบาลอังกฤษแต่งให้เซอร์เชมสบรุกเป็นทูตเข้ามาขอแก้หนังสือสัญญา แต่ประจวบเวลาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประชวรคราวจะเสด็จสวรรคต พระราชทานกระแสพระราชดำริออกมาให้ข้าราชการผู้ใหญ่ปรึกษาหารือกันว่ากล่าวเจรจากับเซอร์เชมสบรุก ที่สุดก็ไม่ตกลงกันได้อีกเซอร์เชมสบรุกต้องกลับไปเปล่า แต่เหตุการณ์ในครั้งนี้ผิดกับคราวเฮนรี่เบอนี่เป็นทูตของบริษัทอังกฤษที่ปกครองอินเดียเข้ามาทำหนังสือสัญญาค้าขายเมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๓๖๙ ด้วยเดิมมาจีนก็ไม่ยอมทำหนังสือสัญญาค้าขายกับต่างประเทศ จนเกิดรบกับอังกฤษเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๕ จีนแพ้ต้องยอมทำหนังสือสัญญา จึงเป็นเหตูให้ฝรั่งได้ใจเห็นว่าต้องใช้อำนาจจึงจะให้พวกชาวประเทศตะวันออกยอมทำหนังสือสัญญาค้าขายตามประสงค์ได้ เซอร์เชมสบรุกกลับไปคราวนั้นความปรากฏว่าไปเสนอต่อรัฐบาลอังกฤษขอให้ส่งกองทัพเรือเข้ามาบังคับไทยให้ทำหนังสือสัญญาอย่างเดียวกับจีน

แต่เผอิญประจวบเวลาทางเมืองไทยเปลี่ยนรัชกาลใหม่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติปีกุน พ.ศ. ๒๓๙๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชดำริโดยพระปรีชาญาณเห็นมาแต่เมื่อยังทรงผนวชอยู่ ว่าเหตุการณ์ทางประเทศตะวันออกไม่เหมือนแต่ก่อนด้วยฝรั่งกลับมามีอำนาจขึ้น ซึ่งจะไม่ยอมแก้หนังสือสัญญานั้นไม่ได้ ฝ่ายข้างอังกฤษมาถึงสมัยนี้ได้เกาะฮ่องกงของจีนมาตั้งเป็นเมืองขึ้น รัฐบาลอังกฤษจึงมอบอำนาจให้เซอร์จอน เบาริงเจ้าเมืองฮ่องกงเป็นผู้มาจัดการทำหนังสือสัญญากับไทยให้สำเร็จ เซอร์จอน เบาริ่งทราบว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงศึกษาสันทัดภาษาอังกฤษและมีพระราชอัธยาศัยกว้างขวาง จึงมีจดหมายเข้ามาทำทางพระราชไมตรีให้มีต่อส่วนพระองค์ไว้เสียก่อน แล้วตัวเซอร์จอน เบาริ่งจึงเชิญพระราชสาส์นของสมเด็จพระราชินีวิกเตอเรียเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรี ขอทำหนังสือสัญญาอย่างในระหว่างประเทศที่เป็นอิสระด้วยกันเมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๙๘ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงตั้งข้าหลวง ๔ คน คือ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท พระองค์ ๑ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ องค์ ๑ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ องค์หนึ่ง เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ คน ๑ เจ้าพระยารวิวงศ์ผู้ช่วยราชการกรมท่า ว่าที่พระคลัง คน ๑ ให้เป็นผู้ปรึกษาข้อสัญญากับเซอร์จอนเบาริ่ง

การปรึกษาสัญญาคราวนี้เมื่อพิจารณาดูเรื่องราวซึ่งปรากฏในจดหมายเหตุ (ความพิศดารทางฝ่ายอังกฤษกล่าว แจ้งอยู่ในหนังสือเซอร์จอนเบาริงแต่ง ว่าด้วยเรื่องประเทศสยาม เล่ม ๒ ตอนที่ ๑๖) เป็นการลำบากมิใช่น้อย ด้วยรัฐบาลอังกฤษได้วางแบบแผนหนังสือสัญญาไว้เมื่อรบชนะประเทศจีน ว่าจะทำสัญญากับประเทศตะวันออกเป็นทำนองเดียวกันทั้งหมด ไม่ใช่มาปรึกษาหาความตกลงตามแต่สะดวกด้วยกันทั้งสองฝ่าย หรือว่าอีกอย่างหนึ่งเสมออังกฤษร่างหนังสือสัญญาเข้ามาแล้วยอมให้ไทยแก้ไขแต่พลความ ส่วนใจความอันเป็นข้อสำคัญเช่นว่าด้วยอำนาจกงสุลซึ่งจะให้เข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯก็ดี สิทธิของคนในบังคับอังกฤษที่จะไม่ต้องอยู่ในบังคับของรัฐบาลไทยเพียงใดก็ดี ยุติมาเสียแล้ว

มีการปรึกษาแต่ด้วยเรื่องเก็บภาษีอากรแก่คนในบังคับอังกฤษ อังกฤษขอให้เลิกภาษีผูกขาดอย่างปิดซื้อปิดขาย ตลอดจนวิธีซื้อขายของพระคลังสินค้า เปลี่ยนเป็นเก็บภาษีมีพิกัดตามจำนวน(คือร้อยละเท่านั้นเท่านี้ในจำนวนสินค้า) และจำกัดอัตราภาษีศุลกากร เช่นเรียกภาษีสินค้าเข้าตามราคาได้แต่เพียงร้อยละ ๓ เป็นต้น เมื่อเสียภาษีตามหนังสือสัญญาแล้วไทยต้องยอมให้คนในบังคับอังกฤษซื้อขายได้ตามใจ เว้นสินค้าต้องห้ามบางอย่างมีฝิ่นและเครื่องอาวุธปืนไฟเป็นต้น ฝ่ายข้างไทยในเวลานั้นความเห็นก็เห็นจะร่วมกันหมดในข้อที่ว่าต้องยอมทำหนังสือสัญญาใหม่กับอังกฤษจะปฏิเสธอย่างครั้งเซอร์เชมสบรุคไม่ได้ ข้อสัญญาว่าด้วยการอย่างอื่น เช่น อำนาจของกงสุลก็ดี หรือสิทธิของคนในบังคับอังกฤษก็ดี ดูไม่ปรากฏความรังเกียจเพียงใดนัก ความขัดข้องโต้แย้งของท่านผู้ใหญ่คือสมเด็จเจ้าพระยาทั้งสององค์เป็นสำคัญอยู่ในข้ออื่น คือเรื่องเลิกภาษีผูกขาดเป็นต้น อ้างว่าเคยเป็นประเพณีการบ้านเมืองมาช้านาน ถ้าเลิกผูกขาดภาษีเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น เงินผลประโยชน์สำหรับจ่ายใช้ราชการแผ่นดินก็จะตกต่ำถึงฝืดเคือง

อีกประการหนึ่ง (ข้อนี้คิดดูในเวลานี้ก็ชอบกล) เห็นว่าการทำนาในเมืองไทย ได้ข้าวก็แต่พอจะเลี้ยงไพร่บ้านพลเมืองมิให้อัตคัต ถ้าให้ชาวต่างประเทศมาซื้อข้าวเอาไปบ้านเมืองตามใจชอบก็จะเป็นเหตุให้ราษฎรในพื้นเมืองอดอยาก อีกประการหนึ่งถ้าทำหนังสือสัญญาอย่างนั้นแล้วฝรั่งเข้ามาค้าขายมากขึ้นก็จะมาค้าขายแข่งคนในพื้นเมือง ทำให้พวกพ่อค้าตลอดจนผู้มีบรรดาศักดิ์ซึ่งเคยอาศัยเลี้ยงชีพในการค้าขายพากันย่อยยับเพราะฝรั่งมีทุนมากกว่า การโต้แย้งขัดขวางในข้อเหล่านี้เป็นเหตุให้การปรึกษาติดขัดในชั้นแรก จนถึง เซอร์จอนเบาริ่งเตรียมตัวจะกลับไป ว่าจะไปปรึกษากับราชทูตฝรั่งเศส ราชทูตอเมริกันที่เมืองจีน กับทั้งแม่ทัพเรือของอังกฤษว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป ที่การปรึกษาสำเร็จได้ครั้งนี้ เพราะสติปัญญาบุคคลแต่ ๒ คน คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ ๑ กับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ องค์ ๑ (พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เซอร์จอน เบาริ่งว่าไม่ได้เกี่ยวข้องในการปรึกษาที่เดียว เพราะเกรงใจสมเด็จเจ้าพระยาทั้งสอง)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 19, 2011, 01:14:36 PM โดย smiledoll » บันทึกการเข้า

หน้า: [1] พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.9 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!